วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

นันทนา ทิพโสด ปวสพ 1/2 บทที่6 /1

คำสั่ง จงอธิบายลักษณะงานตามหน้าที่ขององค์กรแต่ละฝ่ายดังนี้

1. ฝ่ายบัญชี
หน้าที่หลักของการบัญชี
1.             ตรวจสอบรายรับรายจ่ายต่างๆ ของบริษัท
2.             บันทึกบัญชีของสมุดรายวันชั้นต้นตรวจสอบ Statement
3.             จัดทำรายการทางการเงินประจำเดือน (งบทดลองและรายละเอียดลูกหนี้)
4.             ใบเรียกเก็บเงิน
5.             บัญชีค่าใช้จ่าย
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศทางการตลาด
1.  ระบบบัญชีการเงิน (financial accounting system) บัญชีการเงินเป็นการบันทึกรายการคำที่เกิดขึ้นในรูปตัวเงิน จัดหมวดหมู่รายการต่าง ๆ สรุปผลและตีความหมายในงบการเงิน ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ นำเสนอสารสนเทศแก่ผู้ใช้และผู้ที่สนใจข้อมูลทางการเงินขององค์การ เช่น นักลงทุนและเจ้าหนี้ นอกจากนี้ยังจัดเตรียมสารสนเทศในการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งนักบัญชีสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศใช้ในการประมวลข้อมูล โดยจดบันทึกลงในสื่อต่าง ๆ เช่น เทปหรือจานแม่เหล็ก เพื่อรอเวลาสำหรับทำการประมวลและแสดงผลข้อมูลตามต้องการ
                2.  ระบบบัญชีบริหาร (managerial accounting system) บัญชีบริหารเป็นการนำเสนอข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ ระบบบัญชีจะประกอบด้วย บัญชีต้นทุน การงบประมาณ และการศึกษาระบบ โดยมีลักษณะสำคัญคือ
·       ให้ความสำคัญกับการจัดการสารสนเทศทางการบัญชีแก่ผู้ใช้ภายในองค์การ
·       ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในอนาคตของธุรกิจ
·       ไม่ต้องจัดทำสารสนเทศตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
·       มีข้อมูลทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน
·       มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน


ระบบสารสนเทศสำหรับฝ่ายการบัญชี

ระบบงาน
คำอธิบาย
ระดับการบริหารองค์กร
บัญชีรายรับ
ตรวจสอบบัญชีรายรับขององค์กร
ระดับผู้ปฏิบัติงาน
การวิเคราะห์ Portfolio
ออกแบบ Portfolio สาหรับการลงทุน
ระดับผู้ชานาญการ
การงบประมาณ
จัดเตรียมแผนงานงบประมาณระยะสั้น
ระดับผู้บริหาร
การวางแผนการลงทุน
จัดเตรียมแผนงานงบประมาณ
ระดับผู้กาหนดกลยุทธ์

2. ฝ่ายการตลาด

หน้าที่หลักของการตลาด
1.             จัดการเกี่ยวกับสินค้าและบริการ คือ การดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดความพอใจและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือลูกค้ามากที่สุด
2.             แจกจ่ายสินค้าและบริการ สินค้าที่ผลิตขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องมีการจัดส่งไปยังผู้บริโภค
3.              การบริการให้ความสะดวก  เพื่อให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง  และถาวร  การตลาดจึงต้องให้การบริการและอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจต่าง ๆ
4.             สื่อสารข้อมูลทางการตลาด  เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด  เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดได้แล้วจะต้องนำข้อมูลความต้องการสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ให้แก่ผู้ผลิต  เพื่อผู้ผลิต จะได้นำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงสินค้าและบริการขึ้นมาใหม่ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือผู้ผลิต จะมีฝ่ายการผลิตเป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงสินค้า และฝ่ายประชาสัมพันธ์ภายในบริษัทจะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์สินค้าตัวใหม่ไปยังลูกค้าและผู้อุปโภค  บริโภค  เพื่อให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าได้ทราบถึงสินค้าหรือบริการใหม่ ผู้ผลิตต้องทราบความเคลื่อนไหวทางการตลาดได้ถูกต้อง  เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การผลิตสินค้าและบริการมาสนองให้ตรงกับความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง    
5.             การวิเคราะห์ตลาด การวิเคราะห์ตลาดเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด อันจะทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าและบริการได้ตรงความต้องการของลูกค้าได้ตลอดเวลา และการวิเคราะห์ตลาดยังเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถทราบข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และคาดคะเนผลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทำให้มีการเตรียมแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและถูกวิธีด้วย    
6.             การทำให้สินค้าต่างกัน เมื่อได้รับข้อมูลจากการวิเคราะห์แล้ว หน้าที่ของตลาดก็จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าและบริการขึ้นใหม่ เพื่อสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ซื้อ
7.             การตีราคาการตีราคาจะช่วยในการพิจารณาจุดคุ้มทุนว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ทางการตลาดนั้นมีประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ หรือสร้างความพอใจให้กับผู้ซื้อ-ขายหรือไม่หรือหากต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์ของสังคมก็ควรจะต้องมี การปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์และการตลาดให้เหมาะสม  
8.             การแบ่งส่วนตลาด เป็นการทำให้ตลาดมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้า เนื่องจากผู้ผลิตสามารถเจาะจงลูกค้าได้ ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็สามารถเลือกสินค้าและบริการเฉพาะอย่างได้มากขึ้น ทำให้เกิดการประหยัดทั้งการผลิตและบริโภคด้วย
3. 
3.   3 ฝ่ายการผลิต
หน้าที่หลักของการผลิต
การผลิต (production) เป็นกระบวนการแปรรูปทรัพยากรการผลิต เช่น วัตถุดิบ แรงงาน และ พลังงาน ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมในการจัดจำหน่ายแก่ลูกค้า โดยผู้ผลิตต้องพยากรณ์ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า โดยไม่ให้มีจำนวนมากหรือน้อยจนเกินไป ตลอดจนควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ปัจจุบันการขยายตัวของธุรกิจจากการผลิตเข้าสู่สังคมบริการ ทำให้มีการประยุกต์หลักการของการจัดการผลิตกับงานด้านบริการ ซึ่งเราจะเรียกการผลิตในหน่วยบริการว่า การดำเนินงาน (operations)” โดยที่แหล่งข้อมูลในการผลิตและการดำเนินงานขององค์การมีดังต่อไปนี้
                1.  ข้อมูลการผลิต/การดำเนินงาน (production/operations data)  เป็นข้อมูลจากกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ ซึ่งจะแสดงภาพปัจจุบันของระบบการผลิตของธุรกิจว่ามีประสทธิภาพมากน้อยเพียงใด และมีปัญหาอย่างไรในการดำเนินงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนในการแก้ปัญหาและการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต
                2.  ข้อมูลสินค้าคงคลัง (inventory data) บันทึกปริมาณวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในโกดัง โดยผู้จัดการต้องพยายามจัดให้มีสินค้าคงคลังในปริมาณไม่เกินความจำเป็นหรือขาดแคลนเมื่อเกิดความต้องการขึ้น
                3.  ข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบ (supplier data)  เป็นข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณ คุณสมบัติ และราคาวัตถุดิบ ตลอดจนช่วงทางและต้นทุนในการลำเลียงวัตถุดิบ ปัจจุบันการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic data interchange) หรือที่เรียกว่า EDI ช่วยให้การประสานงานระหว่างผู้ขายวัตถุดิบ ธุรกิจ และลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น
                4.  ข้อมูลแรงงานและบุคลากร (labor force and personnel data) ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานในสายการผลิตและปฏิบัติการ เช่น อายุ การศึกษา และประสบการณ์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดบุคลากรให้สอดคล้องกับงาน ขณะที่ข้อมูลภายนอกเกี่ยวกับตลาดแรงงานจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนและจัดหาแรงงานทดแทน และการกำหนดอัตราค่าจ้างอย่างเหมาะสม
                5.  กลยุทธ์องค์การ (corporate strategy)  แผนกลยุทธ์ขององค์การจะเป็นแม่บทและแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การผลิตแลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ


การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศทางการผลิต

            1. การใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยช่วยในการผลิตสินค้า  ทำให้ผลิตสินค้าและบริการจำนวนมากขึ้น ในเวลารวดเร็ว มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และลดต้นทุนการผลิต เพราะเทคโนโลยีช่วยลดแรงงานหรือกำลังคนและลดเวลาการผลิต แต่ได้ปริมาณสินค้าและบริการมาก

            2. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการออกแบบสินค้า ช่วยให้มีการคิดค้นหรือประดิษฐ์รูปแบบของสินค้า ทำให้ได้สินค้าและบริการที่มีรูปแบบใหม่ๆ หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อได้ตามความต้องการและพึงพอใจมากที่สุด

            3. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการโฆษณาสินค้าและการให้บริการ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการขายสินค้าและสั่งซื้อสินค้าต่างๆ โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคสามารถศึกษารายละเอียดของสินค้าได้มากขึ้นหรือสามารถสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว

            4. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการ เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ รวดเร็ว เช่น การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงานเพื่อจัดเก็บเอกสารหรือค้นหาข้อมูล เป็นต้น

            5. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการขนส่ง เพื่อให้กระบวนการขนส่งวัตถุดิบในการผลิตรวดเร็วขึ้น หรือขนส่งสินค้าและบริการไปถึงผู้บริโภคได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

4. ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนด และเสนอแนะนโยบายใหม่ ๆ หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีอยู่เกี่ยวกับงานด้านบุคลากรให้เกิดความเหมาะสมและนำมาปรับใช้ใน ก.ล.ต. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลแก่ฝ่ายงานต่าง ๆ ภายใน ก.ล.ต. ให้มีความพร้อมด้านบุคลากร และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการศึกษาและติดตามเทคนิคการบริหารจัดการเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านพนักงานใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ใน ก.ล.ต. จัดโครงสร้างองค์กร และแผนอัตรากำลัง การสรรหา คัดเลือก และจัดวางบุคลากรให้เหมาะกับความรู้ความสามารถ การบริหารค่าตอบแทน และสวัสดิการที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี การสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการพัฒนาความรู้ ศักยภาพ และเปิดรับการเรียนรู้และการพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง  การสร้างบุคลากรผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญของ ก.ล.ต. ในอนาคต  พร้อมทั้งสนับสนุนให้บุคลากรมีความสมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงาน  สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน ก.ล.ต. เสริมสร้างความสัมพันธ์ การสื่อสาร และความผูกพันที่ดีของบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ ก.ล.ต. ให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และสร้างสภาพแวดล้อมให้ ก.ล.ต.เป็นองค์กรที่น่าทำงาน

5. ฝ่ายวิจัย


เป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่า หัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศเพื่อให้สามารถยืนหยัดในเวทีนานาชาติ ในสภาพการแข่งขันไร้พรมแดนได้ คือความสามารถในการพัฒนาองค์ความรู้ของตนเอง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นกลไกหลักในการสร้างองค์ความรู้ จึงถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้าน สถาบันค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรม เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งปัจจุบันมีการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก จึงได้จัดตั้งฝ่ายวิจัยและพัฒนาวิชาการขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริการด้านงานวิจัย งานบริการวิชาการ รวมถึงเป็นแหล่งข้อมูลในการให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการผลิต แก่นิสิต นักศึกษา และบุคลากรภาคเอกชน
วัตถุประสงค์ 

1. เพื่อให้บริการงานวิจัย การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาต่างๆ แก่อุตสาหกรรมการผลิต
    ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
2. เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ วิศวกร ช่างเทคนิคและบุคลากรที่ทำงาน
    ในอุตสาหกรรมการผลิตที่ทันสมัย
3. เพื่อให้ความช่วยเหลือและให้บริการทางด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยให้แก่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ
    และเอกชน
4. เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และฝึกอบรมบุคลากรทั้งหน่วยงานภาครัฐ
    และเอกชน
5. เพื่อเพื่อให้ความร่วมมือทางวิชาการด้านวิศวกรรมการผลิตที่ทันสมัย แก่อุตสาหกรรมการผลิตทั้ง
    หน่วยงานภาครัฐและเอกชน


แผนกปฏิบัตการ
1. แผนกวิจัยและพัฒนา (Research and Development) 
        เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้การบริการวิจัย การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนในเชิงความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิต และการสนับสนุนในเชิงเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานวิจัยเหล่านั้น


2. แผนกพัฒนาวิชาการ (Technical Education Development)
        หน่วยงานนี้มุ่งหวังเพื่อที่จะนำความรู้และประสบการณ์ต่างๆที่ได้จากการทำงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยและพัฒนา งานวิเคราะห์และออกแบบ งานบริการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ และงานสนับสนุนการเรียนการสอนและฝึกอบรม โดยจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้นี้ไปพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปถ่ายทอดและเผยแพร่ต่อไปสู่ นิสิต นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้
ขอบข่ายการให้บริการ
1. บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรมที่ทันสมัย โดยเฉพาะ
    เทคโนโลยี CAD/CAM และเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องจักร CNC
2. บริการผลิตขึ้นรูปชิ้นงาน ชิ้นงานวิจัน ด้วยเครื่องจักร อันได้แก่
     -  เครื่องกัดซีเอ็นซี (CNC Milling Machine)
     -  เครื่องกลึงซีเอ็นซี (CNC Turning Machine)
     -  เครื่องตัดโลหะแผ่นด้วยแสงเลเซอร์ (Lacer Cutting)
     -  เครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์แบบพื้นฐาน
3. บริการฝึกอบรมทางด้านเทคโนโลยีการผลิต
4. บริการวิจัยและสันบัสนุนงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

6. หัวหน้างาน
5
ปัจุบันองค์กร ต้องการ หัวหน้างาน ที่พร้อมทั้งความเชี่ยวชาญในงาน (เก่งงาน) และมีความเป็นผู้นำ (เก่งคน) เพื่อให้สามารถนำพาทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยเป็นที่ยอมรับจากทีมงาน ซึ่งทักษะเบื้องต้นที่หัวหน้างานควรพัฒนาอยู่เสมอมีดังต่อไปนี้
 การกำหนดเป้าหมาย (Goal)
 การวางแผนการทำงาน (PDCA)
 การสื่อสารให้ทีมงาน (Communication)
 การสั่งงานและมอบหมายงาน (Delegation)
 การรู้จักแก้ไขปัญหา (Problem Solving)
 การกล้าตัดสินใจข (Decision Making)

การทำงานให้สำเร็จโดยการผ่านทีมงาน หัวหน้างานคุณภาพต้องพัฒนาทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นธรรมชาติของตัวเอง
การกำหนดเป้าหมาย (Goal)
หัวหน้างานต้องสามารถกำหนดเป้าหมายให้กับทีมงาน และพูดคุยเป้าหมายกับทีมงาน อยู่บ่อยๆ มิเช่นนั้นทีมงานก็อาจลืมเป้าหมาย ที่กำหนดร่วมกันไปได้ เพราะคนส่วนใหญ่จะละทิ้งเป้าหมาย ถ้าหากเจออุปสรรคมากๆ แต่ถ้าหัวหน้าคอยย้อมเตือนเป้าหมายของทีมอยู่เรื่อยๆ ก็จะกระตุ้นให้ทีมงานยังเกิดความกระตือรือร้นอยู่ โดยที่เป้าหมายต้องมีความชัดเจนและเป็นที่น่าสนใจของทีมงานด้วย
การวางแผนการทำงาน (PDCA)
หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้วหัวหน้างาน ต้องนำเป้าหมาย นั้นมาวางแผนการทำงานทั้งของตัวเอง และของทีมงาน แล้วลงมือทำทันที ไม่มัวรอช้า เมื่อลงมือทำแล้วก็ควรตรวจสอบผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้น อยู่อย่างสม่ำเสมอเมื่อมีจุดใดที่ไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ก็ควรนำกลับมาทบทวน และปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดแผนงานที่ดีมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น การทำงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง (Plan, Do, Check, Act) ก็จะทำให้เราบรรลุผลสำเร็จแน่นอน
การสื่อสารให้ทีมงาน (Communication)
การสื่อสารเป้าหมายให้ทีมงานเข้าใจเป็นทักษะหนึ่งที่หัวหน้า ควรให้ความสำคัญ เพราะเป้าหมายที่เรากำหนดขึ้นนั้น อาจเป็นเรื่องยากของทีมงาน หรือ เป็นข้อกังวลของทีมงานก็ได้ ดังนั้นหัวหน้างานต้องใช้เทคนิคและพลังในการสื่อสารให้ดี เพื่อให้ทีมงานยอมรับในเป้าหมาย และมองเห็นประโยชน์กับเป้าหมายที่กำลังจะไป โดยการจูงใจให้ทีมงานรู้สึกว่าเป้าหมายนั้นเป็นของทีมงานด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เป็นของหัวหน้าเพียงคนเดียว
การสั่งงานและมองหมายงาน (Delegation)
เมื่อทุกคนเกิดความเข้าใจในเป้าหมายของทีมงานเป็นอย่างดี หัวหน้างาน ก็เริ่มแบ่งหน้าที่การทำงานให้กับทีมงาน โดยการจัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้เหมาะสม กับคนทำงาน เหมือนที่มีคนพูดกันว่า “ใช้คนให้ถูกกับงาน (Put the Right Man to the Right Job)” และควรกระจายให้ทั่วถึงทุกๆ คนในทีม ควรมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนในทีม ไม่ควรใช้เพียงบางคนให้รับงานมากเกินไป การสั่งงานและมอบหมายงาน ควรมีความชัดเจน บอกถึงความต้องการของหัวหน้าร และทบทวนกับทีมงานด้วยว่าเข้าใจในสิ่งที่มอบหมายให้ทำหรือไม่ เพราะถ้าทีมงานเข้าใจเจตนาผิดไป ก็อาจทำให้งานเกิดความเสียหายได้
การรู้จักแก้ไขปัญหา (Problem Solving)
กรณีที่เกิดปัญหาขึ้น หัวหน้างานค่อยรีบที่จะดำเนินการแก้ไข ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาค้างไว้ อาจจะเป็นการแก้ไขโดยพนักงานผู้นั้น หรือหัวหน้างานเป็นผู้แก้ไขก็ตาม ถ้าจะทำให้ปัญหาน้อยลง ควรเตรียมตัวที่จะร่วมมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆบ่อยๆ โดยการList ปัญหาที่เจอพร้อมแนวทางแก้ไขรองรับไว้เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็แก้ไขได้ทันที ระหว่างการแก้ไขปัญหาควรมองที่เป้าหมาย ไม่ใช่มองเป็นอุปสรรค เพราะจะทำให้เราเครียดเกินไป
“ปัญหามีไว้แก้ไข…ไม่ได้มีไว้แบก”
การกล้าตัดสินใจ (Decision Making)
หัวหน้างานต้องแสดงให้ทีมงานเห็นถึงความกล้าในการตัดสินใจเพราะจริงๆ แล้ว เราตัดสินใจทุกเรื่อง แม้ว่าเราจะบอกว่าเราไม่ตัดสินใจแต่ที่จริงเราตัดสินใจแล้วว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” เพราะหัวหน้างานต้องรับผิดชอบในทุกๆ เรื่องที่ได้ตัดสินใจไป ทีมงานอาจจะมีความกลัว หัวหน้างาน ควรทำให้ทีมงานฝึกในการตัดสินใจ โดยเลิกจินตนาการความกลัว แล้วลงมือปฏิบัติทันทีหัวหน้างานควรเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่าง แล้วใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ เพราะถ้า หัวหน้างาน ไม่กล้าตัดสินใจ งานต่างๆ ก็จะค้าง แล้วไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
7. ผู้บริหารระดับกลาง
ผู้บริหารระดับกลาง หมายถึง ผู้อำนวยการ หัวหน้าศูนย์ ผู้จัดการแผนก หรือหัวหน้าสายงาน
หน้าที่ของผู้บริหารระดับกลาง
ดำเนินงานตามนโยบายและแผนงานที่ได้กำหนดไว้
ประสานงานระหว่างผู้บริหารระดับสูง เพื่อกำหนดนโยบายให้ผู้จัดการระดับล่าง ได้นำแผนงานไปปฏิบัติ
8. ผู้บริหารระดับสูง
ผู้บริหารระดับสูง หมายถึง ประธานกรรมการจนไปถึงกรรมการผู้จัดการ หรืออาจเรียกว่าผู้ริเร่มก่อตั้งองค์การ
หน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง
เป็นผู้ตัดสินใจแผนการระยะยาวที่เกี่ยวกับทิศทางโดยรวมขององค์การ
กำหนดวัตถุประสงค์ นโยบายและกลยุทธ์
แนะนำทางการจัดการในสิ่งต่างๆทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

นันทนา ทิพโสด ปวส 1-2 บทที่5 2

แบบทดสอบปลายเปิด บทที่ 5 (2)

คำสั่ง จงอธิบายคำศัพท์ให้ละเอียด และหน้าที่ต่างๆของระบบ (ถ้ามีตัวอย่างให้ยกตัวอย่างประกอบ)
1. LAN
ตอบ แลน (อังกฤษ: Local Area Network หรือ LAN) หรือ ข่ายงานบริเวณเฉพาะที่ เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมดโดยอาศัยสื่อกลาง มีการแบ่งแยกเครือข่ายออกเป็น 2 รูปแบบการเชื่อมโยงคือ การเชื่อมโยงภายในพื้นที่ระยะใกล้หรือ แลน (LAN) และการเชื่อมโยงระยะไกลหรือแวน (WAN) โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ

1.Bus มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 MB/sจะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียวกัน โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า T-Connector เป็นตัวแปลงสัญญาณข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และ Terminator ในการปิดหัวท้ายของสายในระบบเครือข่ายเพื่อดูดซับข้อมูลไม่ให้เกิดการสะท้อนกลับของสัญญาณ
2.Star เป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch จะทำหน้าที่เปรียบศูนย์กลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูล โดยข้อดีของการต่อในรูปแบบนี้คือ หากสายสัญญาณเกิดขาดในคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆจะสามารถใช้งานได้ปรกติ แต่หากศูนย์กลางคือ Hub หรือ Switch เกิดเสียจะทำให้ระบบทั้งระบบไม่สามารถทำงานได้ทั้งระบบ
3.Ring เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token เพื่อตรวจสอบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดต้องการส่งข้อมูลหรือไม่และระหว่างการส่งข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องทำการรอให้ข้อมูลก่อนหน้านั้นถูกส่งให้สำเร็จเสียก่อน

ข้อดีของระบบ LAN

1.เนื่องจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในวง LAN เดียวกันสามารถใช้ทรัพยากรที่มีในวง LAN ร่วมกันได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสำหรับอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ หรือสแกนเนอร์ เป็นต้น
2.การขนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องต่อเครื่องในระบบ ทำได้รวดเร็วกว่าการขนย้ายข้อมูลด้วยแผ่นดิสเก็ต
3.เป็นระบบพื้นฐานในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต

ข้อเสียของระบบ LAN

1.ถ้าสายขาดจะไม่สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้
2.ไม่สามารถถ่ายโอนข้อมูลระยะไกลมากๆได้

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99


2. MAN
ตอบ เครือข่ายในเมือง หรือ MAN เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ อาจครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบลหรือทั้งอำเภอโดยอาจแพร่ข้อมูลด้วยระบบเคเบิลทีวี

3. WAN
ตอบ เครือข่ายวงกว้างหรือระยะไกล หรือ WAN เป็นเครือข่ายที่มีอาณาเขตของการให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เป็นอาณาเขตบริเวณกว้าง


4. Communication Devices
ตอบ   อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล (Communication Device) เข้าสู่ตัวกลางส่งผ่านสัญญาณข้อมูล (Transmission Media) เพื่อนำข้อมูลไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลายทาง

อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล (Communication Device) หมายถึง อุปกรณ์ที่มีหน้าที่หลักในการเปลี่ยนรูปแบบของ สัญญาณข้อมูล ให้ผู้อยู่ในรูปที่เข้ากันได้กับสื่อกลางนำสัญญาณ และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน
ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น
อุปกรณ์รวมสัญญาณ ได้แก่

·       มัลติเพล็กซ์เซอร์ (Muliplexer)
·       คอนเซนเตรเตอร์ (Concentrator)
·       ฮับ (Hub)
·       ฟรอนต์เอนต์โปรเซสเซอร์ (Front-End Processor)

อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย ได้แก่

·       เครื่องทวนซ้ำสัญญาณ (Repeater)
·       บริดจ์ (Bridge)
·       สวิตซ์ (Switch)
·       เราท์เตอร์ (Router)
·       เกทเวย์ (Gateway)


5. Gateway
ตอบ เกตเวย์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่หลักคือ ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายหรือมากกว่าซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน สามารถสื่อสารกันได้เสมือนกับเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วระบบเครือข่ายแต่ละเครือข่ายอาจจะแตกต่างกันในหลายกรณี เช่น ลักษณะการเชื่อมต่อ ที่ไม่เหมือนกัน โปรโตคอลที่ใช้สำหรับรับส่งข้อมูลต่างกัน เป็นต้น
6. Peer - to Peer
ตอบ เครือข่ายแบบนี้จะเก็บไฟล์และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคน โดยไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่ทำหน้าที่นี้ เรียกได้ว่าต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างใช้ แต่ผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถเรียกใช้ไฟล์จากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นทำการแชร์ไฟล์เหล่านั้นไว้ เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer นี้เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันไม่เกิน 10 เครื่อง เนื่องจากติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง และการดูแลไม่ยุ่งยากนัก แต่ถ้าคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมีมากกว่า 10 เครื่องขึ้นไปควรจะใช้เครือข่ายแบบอื่นดีกว่า

ที่มา http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/computer/network/net_nettype10.htm


7. Topology
ตอบ รูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาณรวมถึงการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะกล่าวถึงใน 2 ลักษณะ คือ โทโพโลยีทางตรรกะ (logical topology) และโทโพโลยีทางกายภาพ (physical topology)
       โทโพโลยีทางกายภาพ หมายถึงการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ทั้งหมดในเครือข่ายจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือสายเคเบิล ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทางวงจรอิเล็กทรอนิกส์
       ส่วนโทโพโลยีทางตรรกะ จะแสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ของเครือข่ายเป็นในลักษณะของแผนภาพ ซึ่งเป็นการมองที่วิธีการส่งข้อมูลภายในเครือข่ายว่าเป็นอย่างไร โทโพโลยีแบบหนึ่งอาจจะรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้ดี แต่อีกแบบอาจจะเหมาะสมกับการรับส่งไฟล์ขนาดเล็กที่วิ่งไปมาบ่อย ๆ ได้ดี การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการรับส่งข้อมูลในระดับนี้จะใช้สัญญาณไฟฟ้า โดยสัญญาณนี้จะวิ่งบนสื่อกลางที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน แต่สัญญาณอาจจะใช้เส้นทางแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของเครือข่ายว่าเป็นอย่างไร
       การติดตั้งเครือข่ายโดยส่วนใหญ่มักจะใช้โทโพโลยีทางกายภาพ และทางตรรกะที่สอดคล้องกัน แต่ก็มีบางองค์กรที่ใช้แตกต่างกันไป เช่น ใช้โทโพโลยีทางตรรกะแบบวงแหวน แต่ทางกายภาพแบบดาว เป็นต้น

ที่มา http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/computer/network/net_topology1.htm


8. CROSS TALK
ตอบ   สัญญาณส่งที่ออกจากวงจร หรือช่องสัญญาณหนึ่ง แล้วเกิดการรบกวนวงจร หรือช่องสัญญาณอื่น ซึ่งส่งผลต่อความจุของช่องสัญญาณ และการผิดเพี้ยนของสัญญาณในระบบ ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพที่ลดลง

ที่มา http://www.thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/Principle_of_Transmission_Lines_for_Communications/index.php



9. UTP
ตอบ   สาย UTP เป็นสายสัญญาณที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันย่อมาจากคำว่า Unshielded Twisted Pair เป็นสายขนาดเล็กที่ไม่มีชีลด์ห่อหุ้ม มีเส้นตีเกลียวเป็นคู่ ๆ เพื่อลดสัญญาณรบกวนในการเชื่อมต่อจะใช้หัวต่อแบบ RJ-45เป็นสองหัวต่อสาย 1 เส้นสามารถต่อสายได้ยาวสูงสุดประมาณ100 เมตร อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อคือสาย UTP,คีมยั้มหัว RJ-45,และชุดทดสอบสาย (Network Cable Tester)ชนิดของสาย UTP ที่มีใช้งานปัจจุบันมีดังนี้
ชนิดของสาย UTP ประกอบด้วย
          >Category 3 (CAT 3) วิ่งที่ความเร็ว 10 Mbps< 10 BASET Ethernet
          >Category 5 (CAT 5) วิ่งที่ความเร็ว 100 Mbps < Fast Ethernet
          >Category e (CAT 5e) วิ่งที่ความเร็ว 1000 Mbps (1 Gbps) < Gigabit Ethernet
          >Category 6 (CAT 3) วิ่งที่ความเร็ว 1000 Mbps (1 Gbps) < Gigabit Ethernet


10. Wireless Transmission
ตอบ   เป็นสื่อกลางประเภทที่ไม่มีวัสดุใดๆในการนำสัญญาณแต่จะใช้อากาศเป็นสื่อกลาง ซึ่งจะไม่มีการกำหนดเส้นทางให้สัญญาณเดินทางซึ่งเราเรียกว่าการสื่อสารไร้สาย ตัวกลางที่ใช้ในการสื่อสารไร้สายคือ อากาศ สุญญากาศ หรือแม้แต่น้ำ , อากาศเป็นตัวกลางที่ใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด

การส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless transmission) สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ

  • คลื่นวิทยุ (Radio waves)
  • ไมโครเวฟ (Microwaves)
  • อินฟราเรด (Infrared

นันทนา ทิพโสด ปวส 1-2 บทที่5 1

แบบทดสอบปลายเปิด บทที่ 5 (1)


คำสั่ง จงตอบคำถามแต่ละข้อต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ (ถ้ามีตัวอย่างให้ยกตัวอย่างประกอบ)

1. จงบอกถึงประโยชน์และความสำคัญของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาพอสังเขป
ตอบ การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
การใช้อุปกรณ์ร่วมกันของระบบเครือข่าย
การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกัน (Sharing of program and data) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง File Server ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมร่วมกันได้จากแหล่งเดียวกันไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้ในแต่ละเครื่องให้ซ้ำซ้อนกันนอกจากนั้นยังสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลผู้ใช้สามารถใช้สารสนเทศจากฐานข้อมูลกลางผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินทางไปสำเนาข้อมูลด้วยตนเองเพราะใช้การเรียกใช้ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง เครื่องลูก(Client)สามารถเข้ามาใช้โปรแกรมข้อมูลร่วมกันได้จากเครื่องแม่(Server)หรือระหว่างเครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ได้เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บโปรแกรมไม่จำเป็นว่าทุกเครื่องต้องมีโปรแกรมเดียวกันนี้ในเครื่องของตนเองการใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกันได้
สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายทั้งประเภทเครือข่าย LAN , MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระยะไกลได้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทางด้านการติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการให้บริการต่าง ๆ มากมาย เช่น การโอนย้ายไฟล์ข้อมูล การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)การสืบค้นข้อมูล (Serach Engine) เป็นต้น  
การใช้โปรแกรมติดต่อสื่อสารระยะไกล
สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจมีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าในปัจจุบันเริ่มมีการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายInternetเพื่อทำธุรกิจกันแล้ว เช่น การสั่งซื้อสินค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็นต้น  
การประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายในงานธุรกิจ 
ความประหยัด นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย5-10เครื่องมาใช้งานแต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก็สามารถใช้อุปกรณ์หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ2-3เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้วเพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
ความเชื่อถือได้ของระบบงานนับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ไม่มีประสิทธิภาพดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งานทำระบบงานมีประสิทธิภาพมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลเพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้อย่างทันที

ความสำคัญและประโยชน์ของระบบเครือข่าย
1. ช่วยการทำงานแบบกลุ่มร่วมงาน (Workgroup) เพื่อสนับสนุนการทำงานให้สำเร็จสมบูรณ์รวดเร็ว เช่น งานทำหนังสือ ต้องมีแผนกเรียงพิมพ์ แผนกวาดภาพ แผนกครวจพิสูจน์อักษร แผนกจัดรูปเล่มการใช้คอมพิวเตอร์แบบกลุ่มร่วมงานจะทำให้ทุกๆแผนกประสานงานกันได้อย่างรวดเร็ว และงานมีคุณภาพดีการทำงานแบบกลุ่มร่วมงาน (Workgroup)
2. การใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกัน หมายความว่า ในระบบเครือข่ายเราสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่มาแบ่งปันกันใช้งานหรือใช้งานร่วมกันได้
โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนอุปกรณ์โดยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องใช้อุปกรณ์นั้นๆได้โดยตรงทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกัน
3. การเก็บข้อมูลไว้ในศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง หมายถึง การที่เรามีข้อมูลอยู่1ชุดอาจจะเป็นโปรแกรม ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงานบริษัท เป็นต้น ถึงแม้จะเป็นข้อมูลส่วนกลางของแผนกอื่นๆก็เก็บไว้ส่วนกลางชุดเดียวแล้วเครื่องในระบบเครือข่ายสามารถเอาข้อมูลมาเก็บไว้ในส่วนกลางได้หรือเราสามารถดึงจากส่วนกลางมาใช้ได้เราไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้หลายๆ ที่ จะได้ไม่สิ้นเปลืองหน่วยเก็บข้อมูลการเก็บข้อมูลไว้ในศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง
4. การรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เป็นการส่งข้อความผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้องใช้กระดาษข้อความที่ส่งไปจะผ่านตามสายเคเบิลหรือสื่อส่งข้อมูลอื่นไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับโดยไม่หล่นหายหรือขาดตกบกพร่อง มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย
การรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ที่มา http://group8-401-2.blogspot.com/

2. จงบอกถึงข้อเปรียบเทียบและข้อแตกต่างของระบบเครือข่ายแต่ละแบบ

ตอบ ระบบเครือข่าย (Network) แต่ละแบบไม่ว่าจะเป็น ระบบเครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN) หรือระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Local Area Networkหรือ LAN) หรือระบบเครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ Man) มีความแตกต่างกันอยู่หลายประกาศ ซึ่งพอที่จะสามารถสรุปได้ ดังนี้

     1. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN) มีระยะทางระหว่างจุดที่ต่อกันจำกัด ขนาดสูงสุดปกติไม่เกิน 10 กิโลเมตร และต่ำสุดไม่น้อยกว่า 1 เมตร

     2. โดยปกติทั่วไปแล้วระบบเครือข่ายระดับเมือง (MAN) จะทำงานด้วยความเร็วน้อยกว่า 1 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) แต่การทำงานโดยปกติของระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นจะมีความเร็วระหว่าง 1-10 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีแบบเส้นใยนำแสง (Fiber Optic) ในการเชื่อมต่อจุดแต่ละจุดแล้ว จะทำให้ส่งข้อมูลด้วยความเร็วหลายร้อยเมกะบิตต่อวินาที (Mbps)

     3. เนื่องจากระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN) มีระยะทางการใช้งานไม่กว้างนักทำให้มีอัตราของความผิดพลาดหรือข้อผิดพลาดต่างๆ น้อยกว่าระบบเครือข่ายระดับเมือง (MAN) 

     4. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN) จะอยู่ภายใต้การควบคุมของคน หรือองค์กรเดียวแต่ระบบเครือข่ายระดับประเทศ (WAN) จะมีขอบข่ายการใช้งานอยู่ทั่วโลก ดังนั้น การใช้งานจะขึ้นอยู่กับองศ์กรการสื่อสารของแต่ละประเทศด้วย

     โดยสรุปแล้ว ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN) เป็นรูปแบบการทำงานของระบบเครือข่ายแบบหนึ่งที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ต่างๆ สามารถติดต่อและใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งจะต่างกับระบบเครือข่ายแบบอื่นๆ ตรงที่จำกัดการติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์อยู่ในบริเวณแคบๆ เท่านั้น โดยทั่วไปจะมีระยะการใช้งานไม่เกิน 2 กิโลเมตร เช่นใช้ภายในมหาวิทยาลัย อาคารสำนักงาน คลังสินค้า หรือโรงงาน เป็นต้น การส่งข้อมูลสามารถทำได้ด้วยความเร็วสูงถึง 1-10 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) และมีข้อผิดพลาดน้อย

ที่มา http://www.ipesp.ac.th/learning/071001/chapter5/UN5_3.ht

3. จงอธิบายโทโพโลยีต่างๆมาพอสังเขป
ตอบ  โทโพโลยี หมายถึง รูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาณรวมถึงการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะกล่าวถึงใน 2 ลักษณะ คือ โทโพโลยีทางตรรกะ (logical topology) และโทโพโลยีทางกายภาพ (physical topology)
       โทโพโลยีทางกายภาพ หมายถึงการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ทั้งหมดในเครือข่ายจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือสายเคเบิล ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทางวงจรอิเล็กทรอนิกส์
       ส่วนโทโพโลยีทางตรรกะ จะแสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ของเครือข่ายเป็นในลักษณะของแผนภาพ ซึ่งเป็นการมองที่วิธีการส่งข้อมูลภายในเครือข่ายว่าเป็นอย่างไร โทโพโลยีแบบหนึ่งอาจจะรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้ดี แต่อีกแบบอาจจะเหมาะสมกับการรับส่งไฟล์ขนาดเล็กที่วิ่งไปมาบ่อย ๆ ได้ดี การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการรับส่งข้อมูลในระดับนี้จะใช้สัญญาณไฟฟ้า โดยสัญญาณนี้จะวิ่งบนสื่อกลางที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน แต่สัญญาณอาจจะใช้เส้นทางแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของเครือข่ายว่าเป็นอย่างไร
       การติดตั้งเครือข่ายโดยส่วนใหญ่มักจะใช้โทโพโลยีทางกายภาพ และทางตรรกะที่สอดคล้องกัน แต่ก็มีบางองค์กรที่ใช้แตกต่างกันไป เช่น ใช้โทโพโลยีทางตรรกะแบบวงแหวน แต่ทางกายภาพแบบดาว เป็นต้น

ที่มา http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/computer/network/net_topology1.htm

4. สายส่งข้อมูล (Cable) มีอะไรบ้างจงอธิบาย
ตอบ  สายส่งข้อมูล หรือ Cable เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในระบบ Network ที่ใช้เป็นทางเดินของข้อมูล
ระหว่าง Workstation กับ Server มีลักษณะคล้ายสายไฟหรือสายโทรศัพท์แล้วแต่ชนิด ของ Cable แต่การเลือกใช้
Cable นั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัย (Safety) และคลื่นรบกวน
 (Interference) เป็นสำคัญ สายส่งข้อมูลที่ดี
ไม่ควรเป็น ตัวนำไฟ เมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้น และสามารถ
 ป้องกันคลื่นรบกวนจากอำนาจแม่เหล็ก และคลื่นวิทยุได้
ลักษณะของสายส่งข้อมูล แบ่งได้ดังนี้
 
3.1 สาย Coaxial Cable หรือ สาย Coax นอกจากใช้ในระบบ Network แล้วยังสามารถ นำไปใช้กับระบบ
TV และ Mainframe ได้ด้วย สาย Coax นั้นเป็นสายที่ประกอบไปด้วยแกนของ
 ทองแดงหุ้มด้วยฉนวน และสายดิน
(ลักษณะเป็นฝอย) หุ้มด้วยฉนวนบางอีกชั้นหนึ่ง ในปัจจุบันได้
เปลี่ยนจากลวดทองแดงมาเป็นลวดเงินที่พันกันหลาย ๆ
เส้นแทน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรบกวน
 ที่เรียกว่า "Cross Talk" ซึ่งเป็นการรบกวนที่เกิดจากสายสัญญาณข้างเคียง
ดังตัวอย่าง
 
ลักษณะของสายโคแอกเชียล
                Coaxial Cable ที่ใช้โดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือ 50 โอห์ม ซึ่งใช้ส่งข้อมูลแบบดิจิทัล และชนิด 75 โอห์ม
ซึ่งใช้ส่งข้อมูสํญญาณแอนะล็อก สายโคแอกเชียลจะมีฉนวนหุ้มป้องกันการรบกวน
 ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณ
รบกวนอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ สายแบบนี้มีช่วงความถี่
 ที่สัญญาณไฟฟ้าสามารถผ่านได้กว้างถึง 500 Mhz
จึงสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูง
 
  
3.2 สาย Twisted Pair Cable เป็นสายส่งสัญญาณที่ประกอบไปด้วยสายทองแดง 2 เส้น ขึ้นไป บิดกัน เป็นเกลียว
(Twist) แล้วหุ้มด้วยฉนวน โดยแบ่งเป็น 2 แบบคือ แบบมี Shield และ
 แบบไม่มี Shield จะมีฉนวนในการป้องกัน
สัญญาณรบกวน หรือระบบป้องกันสัญญาณรบกวน
 โดยเรียกสาย Cable ทั้งสองนี้ว่า "Shielded Twisted Pair
(STP)" และ "Unshielded
 Twisted Pair (UTP)" ตามลำดับ 
       สายShielded Twisted Pair (STP) หรือที่เรียกว่า "สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน" เป็นสายคู่
บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่หนาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่น
 แม่เหล็กไฟฟ้า
ลักษณะของสายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (STP)
   
     
3.3 สาย Fiber Optic Cable เป็นสายใยแก้วนำแสงชนิดใหม่ ประกอบด้วยท่อใยแก้ว ที่มีขนาดเล็กและบางมาก
เรียกว่า "CORE" ล้อมรอบด้วยชั้นของใยแก้วที่เรียกว่า
 "CLADDING" อัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงถึง 565 เมกะบิตต่อวินาที หรือมากกว่า ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีมาก ขนาดของสายเล็กมากและเบามากแต่มีราคาแพง 
ลักษณะของสายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable)
 
        นอกจากการสื่อสารข้อมูลตามสายรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังมีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย(Wireless Transmission)
ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลผ่านบรรยากาศโดยไม่ต้องอาศัยสายส่ง
 สัญญาณใด ๆ เช่น ระบบไมโครเวฟ ดาวเทียมสื่อสาร
โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น ซึ่งเป็น
 สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่แตกต่างกัน ทำให้การสื่อสาร ทำได้รวดเร็ว
และครอบคลุม
 ทุกมุมโลก 
         -     สาย UTP (Unshied  Twisted  Pair)  เป็นสายสำหรับการ์ด  LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45  สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น  คือ  CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่  ในการใช้งานสายนี้  สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว  เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
5. จงวิเคราะห์ว่าห้อง LAB ที่ วิทยาลัยใช้โทโพโลยีใดอยู่ เหมาะสมหรือไม่
ตอบ โทโพโลยีทางกายภาพ เหมาะสม